http://www.whollymedical.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

เกี่ยวกับเรา

โปรแกรมสุขภาพ

เกร็ดความรู้ดีๆ

Q&A

ร่วมงานกับเรา

ติดต่อเรา

โปรแกรมสำหรับโรคภูมิแพ้

โปรแกรมสำหรับโรคภูมิแพ้


โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่เกิดจากการที่ร่างกายมีการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติไวผิดปกติ ทั้งที่คนทั่วไปไม่เกิดอาการผิดปกติเมื่อสัมผัสสารต่างๆเหล่านั้น สารก่อภูมิแพ้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทางและอาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติ ต่อร่างกายได้หลายระบบ ได้แก่

  • ระบบทางเดินหายใจ โรคหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล คันคอ เจ็บคอ ไอ จาม เรียกว่าโรคแพ้อากาศ / โรคจมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ / โรคหอบหืด / เหนื่อย อ่อนเพลียไม่ทราบสาเหตุ
  • ระบบผิวหนัง ผื่นคัน ลมพิษ มีน้ำเหลืองไหล เป็นตุ่มพุพอง ผิวหนังอักเสบ เรียกว่าโรคผื่นแพ้ / ผมร่วง รังแค / เล็บฉีกหักง่าย / เป็นสิวเรื้อรัง
  • ระบบทางเดินอาหาร คันปาก คันคอ แผลร้อนในในปาก อาเจียน คลื่นไส้ ท้องเสีย ท้องผูก ปวดท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปัญหาการควบคุมน้ำหนัก เรียกว่าโรคแพ้อาหาร
  • ระบบตา คันตา แสบตา ตาแดง น้ำตาไหล ตาสู้แสงไม่ได้ เยื่อบุตาแดงบวมและอักเสบ เรียกว่าโรคภูมิแพ้ที่ตา
  • ระบบกล้ามเนื้อ โรคไขข้อ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ กระดูกบาง กระดูกพรุน
  • ระบบประสาท ปวดหัว ไมเกรน ซึมเศร้า นอนไม่หลับ วิตกกังวล ความจำไม่ดี สมาธิสั้น หรือภาวะออทิสติก
  • ระบบสืบพันธุ์ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ มีบุตรยาก แท้ง


ทำไมจึงเป็นโรคภูมิแพ้

  • โรคภูมิแพ้  มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น เมื่อได้รับสารแปลกปลอมซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้เข้ามาในร่างกายต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ จนกระทั่งร่างกายเกิดปฏิกิริยา มีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารชนิดนั้น เมื่อเราได้รับสารก่อภูมิแพ้นั้นเข้าไปอีกก็จะเกิดปฎิกิริยาภูมิแพ้
  • การติดเชื้อซ้ำซากยาวนาน ทั้งที่เกิดจากแบคทีเรีย ไวรัส ยีสต์ หรือพยาธิ หรือปัจจัยภายนอกใดๆ ที่คงอยู่ในตัวเราหรือสัมผัสกับร่างกายเรา โดยที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้หมดเป็นเวลาต่อเนื่องกันนาน ในที่สุดก็จะกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน ให้ผลิตภูมิคุ้มกันชนิดกว้างและมีความเจาะจงน้อย ซึ่งจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อสารต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นคนแพ้สิ่งต่างๆได้ง่ายและบางครั้งมีภูมิคุ้มกันที่ต่อต้านเนื้อเยื่อของตนเองเกิดขึ้น กลายเป็น โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง 
  • อาการภูมิแพ้ ที่เป็นเฉพาะเวลาร่างกายประสบกับภาวะเครียดทั้งทางร่างกายหรือทางจิตใจก็ตาม เนื่องจากความเครียดจะเผาผลาญพลังงานในร่างกายด้วยการกระตุ้นต่อมไร้ท่อต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไป ระบบป้องกันตนเองของร่างกายจะค่อยๆ อ่อนแอลงไป ร่างกายเกิดการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ด้วยการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อฝุ่นละอองและสารต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย มีเสมหะแห้งๆ ในคอตลอดเวลา น้ำมูก มึนงง ไม่สดชื่น ฯลฯ
  • ระบบภูมิต้านทานของคนเราประกอบด้วยเซลล์หลายชนิด ที่สำคัญโดยเฉพาะ T-cell ซึ่งมี 2 ประเภท คือ                                                             

    - Th 1 เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สร้างสารต่อต้านเชื้อโรค เช่น สารอินเตอเฟอรอนแกมม่า
    - Th 2 เป็นเซลล์ที่สร้างสารเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ เช่น อินเตอร์ลิวคีน 5

    ร่างกายของคนเราต้องใช้เซลล์ทั้ง 2 ชนิดอย่างสมดุลจึงจะมีสุขภาพที่สมดุลแข็งแรง แต่สภาพการเลี้ยงดูบุตรหลาน ในยุคปัจจุบันไม่ค่อยได้อยู่ตามธรรมชาติ เช่น นอนแต่ในห้องแอร์ อาบแต่น้ำอุ่น ไม่ได้สัมผัสธรรมชาติที่เป็น ของจริง เช่น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ร่างกายเด็กจึงไม่มีโอกาสสัมผัสเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสตามธรรมชาติ พอเป็นไข้ไม่สบายก็รีบพาลูกไปหาหมอกินยาปฏิชีวนะ ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ ไว้ตลอดโดยที่ภูมิต้านทานที่แท้จริงของตนเองไม่เคยได้ใช้งานต่อสู้เชื้อโรคเลย ทำให้ร่างกายขาดเซลล์ Th 1 มีแต่เซลล์ Th 2 ซึ่งเป็นตัวการคอยกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดขาวชื่อ อีโอซิโนฟิลล์ สาร IgE ที่เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ก็จะเกิดการหลั่งสารฮีสตามีนซึ่งทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ

การแพ้อาหารแบ่งเป็น 2 กรณี คือ

            1.การแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกัน หรือ แอนติบอดีชนิด IgE ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับอาหาร ทำให้เกิดอาการแพ้ในทันทีทันใด ในบางครั้งอาการอาจรุนแรงมากถึงขั้นเกิดอาการช็อค ซึ่งทำให้เจ้าตัวมักจะรู้ว่าตนเองแพ้อะไร จึงมักเลี่ยงที่จะไม่ทาน
            2.การแพ้อาหารแบบแฝง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกัน หรือ แอนติบอดีชนิด IgG ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้ โดยปกติแล้วอาการจะไม่เกิดขึ้นในทันทีทันใด หลายคนจึงไม่ทราบว่าตนเองแพ้อาหารชนิดนั้น แต่มีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว คือ แอนติบอดี IgG ที่ร่างกายสร้างขึ้นมานั้นหันกลับมาทำลายเนื้อเยื่อของร่างกายเราเอง เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเนื้อเยื่อนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม เหตุการณ์นี้จะเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย ตราบที่เรายังบริโภคอาหารที่ร่างกายเราต่อต้านอยู่ IgG ก็จะถูกสร้างขึ้นมาตลอดเวลา เนื้อเยื่อของร่างกายก็จะถูกทำลายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะนั้นๆเริ่มผิดปกติ และปรากฎอาการของโรคต่างๆขึ้นโดยที่เราไม่รู้ว่าโรคนั้นเกิดจากสาเหตุใด ผู้ป่วยจะมีอาการแพ้ต่ออาหารปกติที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น นม ข้าวโพด แป้งข้าวสาลี น้ำตาล ชอคโกแลต สีผสมอาหาร กลิ่น สารถนอมอาหาร โดยจะเกิดการแพ้แบบค่อยเป็นค่อยไปและสะสมใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี อาการที่พบได้คือ อ่อนเพลีย คัดจมูก ปวดท้อง ปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ หรือมีอาการทางประสาท ผู้ป่วยมักจะไม่รู้ว่าตนเองแพ้อาหาร และอาการจะเป็นแบบเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยต้องแสวงหาหมอ แสวงหายามาทานเอง โดยไม่มีทีท่าว่าจะหาย การแพ้อาหารประเภทหลังนี้ อาจเกิดจากร่างกายได้รับสารเคมีตกค้างที่มาในอาหาร พฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพ การมีอนุมูลอิสระมากเกินไป หรือการมียีสต์เจริญงอกงามมากเกินไปในลำไส้ โดยยีสต์จะแบ่งตัวและแตกหน่อ ฝังตัวเองลงไปในเยื่อบุลำไส้ ส่งผลให้อาหารโมเลกุลใหญ่ที่ยังย่อยไม่สมบูรณ์ จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าไปในกระแสเลือดได้ อาหารโมเลกุลใหญ่เช่นนั้นร่างกายจะถูกกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ต่างๆได้โดยยีสต์จะแบ่งตัวและแตกหน่อ ฝังตัวเองลงไปในเยื่อบุลำไส้ ส่งผลให้อาหารโมเลกุลใหญ่ที่ยังย่อยไม่สมบูรณ์จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าไปในกระแสเลือดได้ อาหารโมเลกุลใหญ่เช่นนั้น ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ต่างๆได้

โดยทั่วไป

-แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงจากสารที่ทำให้แพ้ คำแนะนำนี้ดูเหมือนจะเป็นไปได้เฉพาะกรณีเท่านั้น เพราะบางครั้งผู้ป่วยไม่อาจทราบได้ว่าตนเองแพ้อะไรบ้าง และบางครั้งสิ่งที่แพ้ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน

-ให้ผู้ป่วยกินยาต้านปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่างๆ กลุ่มเสตียรอยด์ เพื่อคอยระงับอาการต่างๆที่เกิดขึ้นเท่านั้นแต่ไม่ได้จัดการแก้ไขสาเหตุที่เป็นต้นตอจริงๆ

-การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Test) โดยสุ่มทดสอบว่าผู้ป่วยแพ้อะไรบ้างแล้วฉีดสารก่อภูมิแพ้ในปริมาณน้อยๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้คุ้นเคยกับสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น จึงสามารถลดการเกิดภูมิแพ้ได้ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน คือฉีดติดต่อกัน 9-12 เดือน หลังจากนั้นต้องฉีดกระตุ้นไปอีกเป็นระยะ เช่น เดือนละครั้ง อาจนาน 3-5 ปี อย่างไรก็ตาม ผลไม่สู้จะดีนัก เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่าย เพราะไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถหายจากโรคภูมิแพ้แน่นอน และผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มักจะแพ้สารหลายตัว วิธีการนี้จึงเรียกได้ว่าค่อนข้างยุ่งยาก สิ้นเปลืองเสียเวลานาน และไม่ค่อยได้ผล

โปรแกรมสำหรับโรคภูมิแพ้


:โปรแกรมสำหรับโรคภูมิแพ้:

1. การตรวจภูมิแพ้แฝง (Food Intolerance Test)                

การตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยมากมายที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุและไม่หายขาด หรืออาจมีผลต่อร่างกายในระยะยาวจนกลายเป็นโรค Autoimmune /โรคแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งยากต่อการหาย ดังนั้นการตรวจภูมิแพ้อาหารแฝงจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยมีสารอาหารที่นำมาทดสอบถึง 222 ชนิด ล้วนแต่เป็นสารอาหารที่รับประทานกันอย่างแพร่หลายทั่วไป พร้อมมีเอกสารรายงานผลรวมทั้งมีคำแนะนำสารอาหารที่อาจรับประทานแทนอาหารที่แพ้ไว้อย่างละเอียด ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง

ผลเสียอื่นๆที่ตามมาจากภูมิแพ้อาหารแฝง

  • กลายเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น SLE รูมาตอยด์ สะเก็ดเงิน เป็นต้น
  • ปวดศีรษะเรื้อรัง ไมเกรน เครียดโดยไม่ทราบสาเหตุ หงุดหงิดง่าย
  • ผิวแพ้ง่าย แม้แต่เครื่องสำอางที่ตนเองใช้เป็นประจำสม่ำเสมอมานานก็มีปฏิกิริยาแพ้ไปด้วย
  • เป็นสิวเรื้อรัง ไม่หายขาด แม้เลยวัยรุ่นแล้วก็ยังมีสิว และมักจะหายยาก
  • อาการบวมน้ำ ความอ้วนเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ภูมิแพ้แอบแฝงมีส่วนทำให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 1 โรคกระดูกพรุน โรคแพ้กลูเทน โรคโลหิตจาง มะเร็งลำไส้และกระเพาะอาหาร โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น


2. วัคซีนภูมิแพ้เฉพาะบุคคล (Autologous Serum I)

เป็นวิธีการปรับภูมิต้านทานผู้ป่วย เปรียบเทียบได้กับคำว่า “หนามยอกเอาหนามบ่ง” คือ เมื่อพบว่าภูมิแพ้เกิดขึ้นแล้วล่องลอยในกระแสเลือด ก็ใช้เลือดของตนเองมาช่วย โดยเจาะเลือดของผู้ป่วยภูมิแพ้ขณะที่มีปฏิกิริยาภูมิแพ้ เอาเฉพาะซีรั่ม ซึ่งในซีรั่มนั้น จะมีภูมิคุ้มกันไวเกินที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้อยู่ นำซีรั่มมาแยกเซลล์ที่ตกค้างออก ให้เหลือเฉพาะโปรตีน แล้วใช้ตัวกระตุ้นซีรั่ม (Serum activator) เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างบางประการของภูมิคุ้มกันไวเกิน (Antibody) ให้มีสภาพเป็น Antigen แล้วฉีด Antigen ที่ได้เข้าใต้ผิวหนัง โดยให้ผู้ป่วยภูมิแพ้ได้รับสารก่อภูมิแพ้ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับคนไข้ภูมิแพ้แต่ละรายครั้งละน้อยๆเป็นเวลาต่อกันระยะหนึ่ง วิธีนี้สามารถใช้ได้แม้ในกรณีที่ผู้ป่วยภูมิแพ้มีอาการแพ้มากที่สุด ซึ่งร่างกายจะรับสารก่อภูมิแพ้ในขนาดน้อยๆ นี้ได้โดยไม่ปรากฏอาการใดๆจากนั้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายจะมีการปรับโดยลดการสร้างภูมิคุ้มกันไวเกินลง หรือหลั่งสารที่จะไปต้านการสร้างภูมิคุ้มกันไวเกินบางชนิดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือแม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับสารก่อภูมิแพ้แต่เมื่อร่างกายลดการสร้างภูมิคุ้มกันไวเกินที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ลง จึงไม่สามารถก่อปฏิกิริยาภูมิแพ้กับสารก่อภูมิแพ้นั้นได้ ผู้ป่วยก็จะปลอดจากโรคภูมิแพ้โดยปริยาย

ส่งผลให้ปฏิกิริยาภูมิแพ้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จึงสามารถทุเลาอาการของโรคภูมิแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้วิธีนี้ให้ผลดีถึงร้อยละ 60 – 80 และไม่มีผลข้างเคียงใดๆเนื่องจากเป็นสารที่สกัดมาจากตัวของผู้ป่วยภูมิแพ้เอง จึงปลอดภัย ไม่มีอาการต้านยา แพ้ยา หรือมีสารตกค้างภายในร่างกาย

บันทึก

Tags : ภูมิแพ้ เหมาะสำหรับภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ เหมาะสำหรับโรคภูมิแพ้

view

สถิติ

เปิดเว็บ27/04/2011
อัพเดท30/10/2017
ผู้เข้าชม731,871
เปิดเพจ1,013,488

view