http://www.whollymedical.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

เกี่ยวกับเรา

โปรแกรมสุขภาพ

เกร็ดความรู้ดีๆ

Q&A

ร่วมงานกับเรา

ติดต่อเรา

การตรวจมะเร็งตับ

การตรวจมะเร็งตับ

การตรวจมะเร็งตับในระยะเริ่มแรก ทำได้ยาก เนื่องจากไม่แสดงอาการใดๆ ผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่ที่มีอาการ มักมาพบแพทย์ เมื่อก้อนโตมากแล้วเกิน 4-5 ซม. หรือเกือบถึง 10 ซม. หรือกระจายเป็นหลายๆ ก้อนทั่วตับ ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ยาก ผู้ป่วยมะเร็งตับมะเร็งตับบางรายเป็นโรคตับแข็งอยู่ก่อนแล้ว หากผู้ป่วยมะเร็งตับโรคตับแข็งมีอาการแย่ลงเร็วมักต้องสงสัยว่าอาจเป็นจากมะเร็งตับ การส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัย มีดังนี้ให้การวางแผนการรักษามะเร็งตับถือเป็นขั้นตอนสำคัญ การวางแผนรักษามะเร็งตับ ระยะโรคเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา นอกจากนี้ก็ยังต้องคำนึงถึงอายุสุขภาพโดยทั่วไป รวมทั้งความต้องการของผู้ป่วยมะเร็งตับด้วย

  1. AFP (Alpha fetoprotein test) โดยการเจาะเลือดไปตรวจ โปรตีน alpha fetoprotein พบได้เป็นปกติในทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา แต่ระดับโปรตีนจะลดลงและหายไปจากกระแสเลือดภายหลังการคลอดไม่นาน หากตรวจพบโปรตีนชนิดนี้ในผู้ใหญ่มักเป็นตัวบ่งชี้ว่าอาจเป็นมะเร็งตับ หรือมะเร็งชนิดอื่นได้  ซึ่งแพทย์มักจะเลือกตรวจ AFP ในผุ้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แต่ก็มีมะเร็งบางชนิดที่ไม่ค่อยสร้างโปรตีนชนิดนี้ ดังนั้นเมื่อตรวจพบโปรตีน alpha fetoprotein ในเลือด มะเร็งก็อาจจะมีขนาดใหญ่มากจนผ่าตัดไม่ได้หรือกระจายออกไปนอกตับแล้ว นอกจากนี้โรคตับอื่นๆ บางชนิดก็สามารถทำให้โปรตีนชนิดนี้สูงได้เช่นกัน การตรวจเลือดหาสาร AFP แพทย์อาจสั่งตรวจไว้ทั้งก่อนและหลังการรักษามะเร็งตับเพื่อติดตามดูผลของการรักษามะเร็งตับ นอกจากนี้การตรวจเลือดยังสามารถใช้ดูการทำงานของตับที่เหลืออยู่ รวมทั้งการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ได้ว่าเป็นอย่างไร ช่วยในการตัดสินใจของแพทย์ว่าผู้ป่วยมะเร็งตับจะสามารถผ่าตัดได้หรือไม่ และจะมักเจาะในรายที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งตับ และเพื่อติดตามการรักษามะเร็งตับว่ามะเร็งกลับเป็นซ้ำหรือไม่
  2. อัลตร้าซาวน์ (Ultrasound) เป็นการตรวจโดยใช้คลื่นเสียงสร้างภาพจากอวัยวะภายใน เช่น  ตับ โดยผู้ป่วยมะเร็งตับจะนอนอยู่บนเตียงตรวจ แพทย์จะใช้หัวตรวจวางลงบนตัวผู้ป่วยมะเร็งตับแล้วขยับหัวตรวจไปตามทิศทางต่างๆ เพื่อสร้างภาพบนหน้าจอใช้ตรวจผู้ป่วยมะเร็งตับที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ เพื่อคัดกรองหามะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก หรืออาจใช้ตรวจดูก่อนการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาว่าก้อนนั้นมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ ตรวจดูว่ามีมะเร็งหรือไม่ ถ้ามีเป็นชนิดไหน- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computer tomography: CT) ใช้รังสีเอกซเรย์สร้างภาพของร่างกาย แล้วแบ่งภาพออกเป็นส่วนเบาๆ ใช้บอกขนาด รูปร่าง ตำแหน่งของมะเร็งทั้งในและนอกตับ ผู้ป่วยมะเร็งตับจะได้รับการฉีดสารทึบรังสี เพื่อช่วยให้เห็นอวัยวะชัดเจนขึ้นและต้องนอนหงายนิ่งๆ ระหว่างการตรวจ ใช้เวลาในการตรวจประมาณ 15-30 นาที ซึ่งจะสามารถเห็นก้อนได้ตั้งแต่ขนาด 1 เซนติเมตร ดังนั้น ผู้มีโอกาสเสี่ยงมะเร็งตับ ควรได้รับการตรวจเช็คด้วยอุลตร้าซาวด์อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ถึงแม้ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เพื่อตรวจเช็คหามะเร็งตับตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
  3. CT Scan บริเวณตับเพื่อหาก้อนมะเร็ง การตรวจด้วยการถ่ายภาพ (Imaging test) เพื่อตรวจหาเนื้องอกที่อาจเป็นมะเร็งได้ รวมทั้งดูการกระจายของโรคและใช้ติดตามผลการรักษามะเร็งตับ
  4. Angiography คือการเอกซเรย์เส้นเลือดแดง ฉีดสีเข้าเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตับ แพทย์จะทำในบางรายเพื่อวางแผนผ่าตัดการฉีดสารทึบรังสีเข้าเส้นเลือดแดงก่อนการถ่ายภาพ สารทึบรังสีจะฉาบอยู่ภายในเส้นเลือด ทำให้มองเห็นว่ามีเส้นเลือดใดที่เข้าไปเลี้ยงก้อนมะเร็งตับบ้าง เพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์ตัดสินใจได้ว่าก้อนมะเร็งนั้นสามารถผ่าตัดออกได้หรือไม่ และวางแผนเลือกวิธีการผ่าตัดที่จะได้ผลดีที่สุด การตรวจวิธีนี้ผู้ป่วยมะเร็งตับอาจรู้สึกไม่สบายได้เล็กน้อย เนื่องจากต้องสวนสายเครื่องมือขนาดเล็กเข้าไปในเส้นเลือดแดงบริเวณขาหนีบขึ้นไปที่ตับ โดยแพทย์จะฉีดยาชาให้ผู้ป่วยมะเร็งตับก่อนทำการตรวจ
  5. Laparoscopy คือส่องกล้องเข้าช่องท้องเพื่อดูว่ามะเร็งแพร่กระจายเข้าท้องหรือยัง เป็นการวางแผนก่อนผ่าตัด การส่องกล้อง โดยแพทย์จะเจาะรูขนาดเล็กบริเวณหน้าท้องแล้วใส่ท่อขนาดเล็กซึ่งมีกล้องติดอยู่เข้าไป เพื่อตรวจดูตับและอวัยวะภายในช่องท้อง วิธีนี้สามารถใช้ช่วยพิจารณาวางแผนการผ่าตัดหรือการรักษามะเร็งตับอื่นๆ ได้ และสามารถตัดชิ้นเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยาได้ โดยแพทย์จะให้ยา ให้ผู้ป่วยมะเร็งตับหลับก่อนทำการตรวจ
  6. Biopsy คือการนำชิ้นเนื้อที่สงสัยส่งตรวจทางพยาธิ วิธีการนำชิ้นเนื้อสามทำได้โดย การใช้เข็มเจาะ หรือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อนั้นส่งตรวจ การตรวจชิ้นเนื้อ เป็นวิธีที่ช่วยยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งตับ การที่จะทำให้ได้ชิ้นเนื้อมาตรวจนั้นทำได้หลายวิธี โดยแพทย์จะฉีดยาชาตรงบริเวณที่จะเจาะก่อน หรืออาจใช้วิธีตัดชิ้นเนื้อระหว่างที่ส่องกล้อง เมื่อมองเห็นบริเวณเนื้อตับที่ผิดปกติ
  7. Magnetic resonance imaging: MRI ภาพสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้คลื่นวิทยุร่วมกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างภาพ สามารถใช้แยกเนื้องอกธรรมดาออกจากมะเร็งได้ ระยะเวลาในการตรวจจะนานกว่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

ใครควรตรวจมะเร็งตับ

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งตับจะได้รับการตรวจคัดกรอง ซึ่งก็มักจะได้ตรวจตั้งแต่ผู้ป่วยมะเร็งตับยังไม่มีอาการผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งตับ ตับแข็ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ระหว่างรอรับการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายตับ ซึ่งมะเร็งอาจจะเกิดขึ้นมาในระหว่างช่วงเวลานี้ก็ได้ และก็อาจจะเป็นมากจนไม่สามารถรักษาได้หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับ แพทย์ก็จำเป็นต้องเลื่อนคิวการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายตับของผู้ป่วยมะเร็งตับให้เร็วขึ้น
  • ผู้ป่วยมะเร็งตับบางรายที่เป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรังชนิด ปีหรือซี ก็ควรได้รับการตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ประโยชน์ของการตรวจคัดกรองยังไม่ชัดเจน

Tags : การตรวจมะเร็งตับ , การ ตรวจ มะเร็ง ตับ afp , ผล ตรวจ afp

view

สถิติ

เปิดเว็บ27/04/2011
อัพเดท30/10/2017
ผู้เข้าชม731,922
เปิดเพจ1,013,541

view